Saturday, July 26, 2014

ประสบการณ์คนหายที่สิงคโปรแจ้

เหตุเกิดจาก รถติด ตรงด่านที่ข้ามจากมาเลเซีย กับ สิงคโปร์ เราผ่านมาเลมาแล้ว กำลังมุ่งหน้าไปด่านสิงคโปร์ มันติดนานมาก มันเป็นชั่วโมงเร่งด่วน ขนาดคนที่จะข้ามด่านไปทำงานที่สิงคโปรยังออกมาเดินกัน คนที่อยู่ในรถก็สลับคนขับกันตั้งหลายครั้ง แล้วเพื่อนคนนึงปวดฉี่ไม่ไหว เลยลงไปกวักมอไซด์ไปเพื่อที่จะเข้าส้วมที่ด่าน สิงคโปร์

แต่พอเราไปจอดรอที่ด่านสิงคโปร์กลับไม่เจอนาง มารู้เอาทีหลังว่า รถมอเตอร์ไซด์ที่เข้าด่านสิงคโปร์ จะต้องมีหมวกกันน็อค แต่เธอไม่มี เพราะตามกฏหมายสิงคโปร์ต้องใส่หมวกกันน็อค ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ข้ามด่านมาเลมาจึงยังไม่ใส่หมวกกันน็อค แต่พอข้ามด่านมาต้องใส่ แต่เธอไม่มี และเราก็ไม่รู้ว่า คนอินเดีย ที่เธอซ้อนมามีหมวกอีกใบหรือไม่  ก็เลยไม่รู้ว่า เข้าเมืองมาหรือยัง  ไปหาตำรวจที่ด่านให้ช่วยเช็ค เขาบอกว่ายังไม่เข้ามา เรารออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ตำรวจพยายามช่วยหา ตำรวจถามเบอร์โทรให้โทรไปหาแต่เธอไม่ได้เอาโทรศัพท์ลงไป ไม่ได้เอาเงินลงไปด้วย ตอนนั้นที่เธอมีติดตัวมีเพียง passport ที่ผมวิ่งออกไปให้เท่านั้น

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ตำรวจบอกเราว่า เราไม่สามารถจอดรถอยู่ตรงด่านได้นาน โทรศัพท์เราก็ไม่มี เน็ตเราก็ไม่มี ไม่สามารถติดต่อคนที่มาเลได้

เราเลยมุ่งหน้าไปสนามบินชางฮี หลังจากที่เราถึงชางฮี เราขอเบอร์ immegration เพื่อโทรไป แต่เบอร์นึงสายไม่ว่าง อีกเบอร์ไม่มีคนรับ เราโทรไปสถานทูตสิงคโปร์ในไทย ต่อสายภาษาไทย เขาบอกสายไม่ว่าง เราเลยต่อเป็นภาษาอังกฤษ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ให้โอนเข้าไปเป็นภาษาไทย เจ้าหน้าที่สถานทูตแนะนำว่า ให้แจ้งตำรวจไว้ก่อน และให้แจ้งสถานทูตมาเล เพราะไม่รู้ว่า เธอข้ามด่านมาหรือยัง
เราเลยเลื่อนตั๋ว ซึ่งตอนแรกเที่ยวบินที่เราจะใช้กลับคือ สี่โมง ของเธอกับเพื่อนอีกคนคือ หกโมงครึ่ง เราก็นึกว่าจะเลื่อนของเราไปหกโมงครึ่ง แต่เจ้าหน้าที่บอกรอบนั้นเต็ม เนื่องจากวันจันทร์เป็นวันหยุดยาวช่วงหลังรอมดอนของเขาพอดี คนบินออกนอกประเทศเยอะ ไฟล์ทเลยเต็มหมด เราถามของพรุ่งนี้เขาก็บอกว่าเต็ม รอบที่กลับได้คือวันอาทิตย์ เราเลยจองห้องพักที่โรงแรมที่สนามบิน 2 คืน เอาสัมภาระของเราทั้งหมดไปไว้ที่ห้องพัก เตรียมซื้อซิมการ์ด และ หารถบัสนั่งกลับไปหาที่ด่านสิงคโปรอีกครั้ง
แต่ที่สนามบิน เราเจอเธอ

เธอเล่าให้เราฟังว่า พอใกล้ถึงด่าน เธอไม่มีหมวกกันน็อค ก็เลยลงไปทางคนเดินเข้าเมือง เดินผ่านบันไดวน สองสามชั้น ไปเข้าห้องน้ำ สแตมป์ passport แล้วจะเดินย้อนกลับไปด่านมาเล แต่ดันเจอตำรวจสิงคโปรเรียก บอกว่า มีพาสปอร์ต แต่ทำไมไม่มีกระเป๋า เลยโดนเรียกไปในห้องกักตัว แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยออกมา (ยังดีที่มีพาสปอร์ต ถ้าไม่มีต้องเสียค่าปรับ แต่ตอนนั้นเธอไม่มีเงิน คนขับรถบอกว่าเราว่าต้องเข้าคุก 6 เดือน ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ) เธอเดินหาเรา เดินไปรอตรงป้ายรถที่รถเราวนหาเธอสองรอบก่อนไปสนามบินก่อนหน้าแล้ว เธอไปเจอตำรวจที่เราแจ้งไว้ ตำรวจบอกเราออกไปสนามบินแล้ว เธอเลยขอเงินสาวจีน 6 SGD เพื่อนั่งรถจากด่านมายังสนามบิน เธอให้ line น้องชายเขาไป เพื่อคราวหน้าจะได้ติดต่อกันเพื่อเอามาคืน  และสุดท้ายเราเจอกันที่สนามบิน

ตอนนั้นยังไม่หกโมงครึ่ง เราพยายามจะเลื่อนไฟล์ทกลับไปเป็นไฟล์ทเดิม แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าเต็มแล้ว เพราะหลังจากเราเอาที่ออก คนอื่นจองไปเรียบร้อยแล้ว ทางเบื้องบนแจ้งลงมาว่า ให้หาไฟล์ทกลับ คืนนี้ หรือไม่ก็ พรุ่งนี้ เคาท์เตอร์บินไทยปิด(ไม่รู้ทำไม) มีไฟล์ท รอบสี่ทุ่มของสายการบิน ethiopian airlines แต่เราไม่สามารถจองได้ มาจองได้ของไทเกอร์แอร์รอบ 8.25 วันรุ่งขึ้น  เราเลยต้องพักที่สนามบิน 1 คืน เพื่อกลับไปวันรุ่งขึ้น ไทเกอร์แอร์เป็น lowcost airline เครื่องบินลำเล็ก แต่ราคาไม่เล็กเลย เพราะว่า เราจองช่วงที่ตั๋วเป็นที่ต้องการ ปกติตั๋วไปกลับ 20,000 THB แต่คราวนี้เที่ยวเดียว 16,000 THB มารู้เอาตอนหลังว่าไม่มีอาหารเสริฟบนเครื่องด้วย ตอนเช้าเลยหิวเบย

ปล
- น้ำเปล่าที่คราวก่อนเจอแพงๆ ที่เซเว่น กลับเหลือแค่ 0.70 SGD / ขวด 1 ลิตร ที่ร้านอื่นในสนามบิน
- CROWN PLAZA โรงแรมในสนามบิน แพงมากกกกก คืนละ 12,000 THB (แพงพอๆกับโรงแรมใจกลางนิวยอร์ค 499 US Dollar ) ได้ห้องสูบบุหรี่ด้วย เพราะห้องอื่นมันเต็ม
- ทางสถานทูตสิงคโปร์เตือนเราว่า ไม่ควรออกมาโบกรถ เพราะทางมาเลไม่เหมือนทางไทย อาจเกิดเรื่องได้ เขานึกว่าเราเป็นวัยรุ่นมาแบ๊คแพคกัน แต่จริงๆเป็นเพราะเราจะไปเข้าห้องน้ำ แหะๆ
- อาหารที่ Foodcourt ที่สนามบิน ราคา 5 SGD ที่อื่นราวๆ 10SGDกว่าๆ ต่อหนึ่งจาน
Foodcourt อยู่ T3 ชั้น B2 แต่คนเยอะมากต้องหาที่นั่งเอาเอง บางทีก็แชร์ที่นั่งกับคนอื่น
เราไปขอเขานั่ง เขาตอบมาเป็นภาษาจีน แถมภาษาจีนเราก็ก็งูๆปลาๆ (เขาบอกว่ามีคนนั่ง แต่เราฟังเป็นนั่งได้ เวรกรำ มาสำนึกได้ตอนนั่งไปแล้ว เขาคงด่าอ่ะ แต่ช่างแม่ม น้่งไปแล้ว) แล้วก็ Foodcourt ใช้บัตรแทนเงินสด เหมือนบ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่ว่า ใช้เงินสดได้ด้วย และบัตรมีค่าเติมขั้นต่ำ เพราะเรายื่น 20 SGD ไปพนักงานที่บัตรทำหน้าเหมือนเงินเราน้อยนิด และเรียกให้ไปซื้อเงินสด
 - การบินไทย อยู่ T1, สิงคโปร์แอร์ไลน์ อยู่ T2, tiger air ก็อยู่ T2, โรงแรม CROWN PLAZA อยู่ T3, มี billboard บอกตรงใกล้ๆ รถไฟข้าม terminal ว่า สายการบินอะไรอยู่ T อะไร
- T2 ไม่มี starbuck มีแค่ T1 กับ T3, และ เบอร์เกอร์คิง มีที่ T1
- ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญไม่กินเหรียญมั่วเหมือนที่ไทย ทางเดียวที่มันจะกินเหรียญคือ เขารับแล้ววางสาย ไม่ว่าจะเหลือเงินเท่าไหร่ กินเรียบ นอกนั้นน่าจะคืนนะจากที่กดๆมาหลายๆรอบ
- กุควรไปออก แฟนพันธุ์แท้สนามบินชางฮีได้แล้ว เดินเป็นสิบๆรอบ

Sunday, June 29, 2014

อยู่เหงาๆ เราไปเที่ยว - สยามสแควร์ วัน ( Siam Square One )


วันนี้ไปเดินเล่นที่ สยามสแควร์ วัน น้ะแจ๊ะ

มองจากด้านหลัง มีเจ็ดชั้น แต่ละชั้นมีตัวเลขบอกด้วย

ตึกมีการออกแบบแปลกประหลาด เดินแล้ว งง แจ้

เดินเข้ามาตามทางลาดชันเรื่อยๆ ปุ๊ปเดียวมาโผล่ชั้น สามหรือชั้นสี่ 

เจอกับทางเชื่อมรถไฟฟ้าเบยอ่ะ

ชั้นล่างๆ ติดแอร์ แต่ชั้นบนๆ ตรงทางเดินไม่มีแอร์

มีแต่แอร์กี่ มีแต่ช่องลม ลมพัดตลอด น่าจะเป็นทางของลมพอดี


สถาปัตยกรรมสวยดีแจ๊ะ

เวลาเดินอยู่ ไม่ได้รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนตึก เหมือนเดินอยู่บนพื้นราบ

แต่มีคนด่า เรื่อง รูตอนฝนตก 

เพราะมันดันไปตกใส่ คน นั่งกิน ร้านตาบั๊ก นอกร้าน พอดี

หรือ นี่อาจเป็น ประสบการณ์ใหม่ ที่ตาบั้ก ตั้งใจ มอบให้ลูกค้า ก็ได้แจ้

คือ ประสบการณ์ แดกส์ กาแฟ ท่ามกลางสายฝน  

อาจได้อารมณ์เหมือนแดกส์กาแฟ ที่อังกฤษ ก็ได้




ส่วนใหญ่มี ร้านอาหาร กับ ร้านเสื้อผ้า

ร้านอาหารก็เป็นร้านอาหารเดิมๆ แต่ตกแต่งได้สวยดี

เช่น โอ๊ะโตแยะ, ซันไรส์ ทาโค่, หมูทอดไมเซ็น, เตี๋ยว ดู๋ดี๋, หรือ แม้กระทั่ง สเต็ก เจฟฟรี่ ก้อมีแจ้

ซึ่งร้านเปิดใหม่ก็งัด โปรโมชั่น มาดูด ตังส์ ลูกค้ากันเยอะแยะ

แต่ที่แปลก คือ บางร้าน คนตรึม บางร้านไม่ค่อยมีคน

ร้านที่แอบอยู่ในมุมหลืบ คนเยอะก็มี



ในนั้นมีธนาคารด้วย เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารธนชาติ

อยู่ชั้นบนสุด กับ กลุ่มเสริมความงาม รักษาหนังหน้า

แปลกใหม่ดี ลองไปเดินกันดูน้ะแจ้ะ





Thursday, June 12, 2014

รีวิว ลำโพง bluetooth DOSS


หลังจากได้รับมาฟังนานโข ในที่สุดก็ได้มีเวลามารีวิว 

ลำโพง DOSS นั่นเอง ง ง ง 

ลำโพงโทรศัพท์ อยากได้มานานสองสามปีแล้ว ตั้งแต่สมัย ไปอินเดีย แล้วไปถูกใจ ลำโพง panasonic ลดราคา ที่ห้างในอินเดีย ( แต่คนอินเดีย กลับหิ้ว lcd tv ไปจากไทย เพราะมันไม่เสียภาษี นำเข้าอินเดีย -*- ) 

แต่ก็อดใจเอาไว้ตอนนี้เลยเหลือเงินรูปี ไว้กลับมาบ้าง และก็ดีแล้ว เพราะ ว่า ตอนนั้นเป็น port 30 pin แล้ว apple ก็เปลี่ยนไปเป็นแบบ 8 pin

หลังจากนั้น ก็ยุ่งๆ วุ่นวายๆ เลยไม่ได้ไปคิดถึงเรื่องกิเลสที่อยากได้ลำโพง

จนอยู่มาวันนึง ไปเจอกล่องสวยงามตั้งอยู่
จริงๆ เป็นของคนอื่น แต่เขาบอกเขามีแล้วที่ห้องเขา เขาเลยให้มาอันนึง

เป็น ลำโพง DOSS นั่นเองแจ้


ลำโพง bluetooth มีข้อดีคือ สามารถ sync กับ พวกมือถือ หรือ คอมที่มี bluetooth ได้
และถ้า เคย pair มันทีนึงแล้ว มันจะ pair ให้เอง อัตโนมัติเลย สะดวกมากๆ

รุ่นนี้เสียบสายก็ได้นะ ถ้าเสียบสายหูฟังเข้าลำโพง มันจะเลิก bluetooth แล้ว switch เป็น mode หูฟังให้เอง

ซึ่งตอบโจทย์มากๆ เพราะ dock ทั้งหลาย ต้องเอามือถือไปเสียบค้างเอาไว้ จะ skip เพลงก็ต้องเดินไปเปลี่ยน
จำได้ว่าตอนนั้นลำโพง panasonic รุ่นที่ลดราคา เป็น dock เสียบ พอไปเดินๆ ดูรุ่นไร้สาย ปรากฎว่าต้อง จ่ายแพงมากกกก

ข้อดีของรุ่นนี้คือมันสวยมาก ขนาดกล่องยังสวยจนนึกว่า ตัวกล่องนั้นเป็นลำโพงซะเองเลยทีเดียว
เสียดาย สายลำโพงที่ให้มาสั้นไปหน่อย และเสียงตอนมัน ต่อ bluetooth ติ๊ดดังลั่นบ้าน

แต่รวมๆ ก็จัดว่าดี สามารถฟังเพลงชิลไป เล่นคอมไปได้ เสียงดังดีด้วย


Wednesday, June 4, 2014

ชุดสังฆทานยา จาก ร้านขายยา

คราวก่อนมีทริปกับเพื่อนๆ ไปทำสังฆทาน ที่ อยุธยา

ช่วงนั้นมีข่าวหนาหูว่า ชุดสังฆทานถังเหลือง บางถัง เอาของหมดอายุมาขาย

รวมถึงตอนมัธยม คุณครู เคยเล่าให้ฟัง ถึง การฮิตใส่ น้ำเป็นถุงพลาสติกมัดหนังยางเล็กๆ ลงในถังสังฆทาน เพราะ มีเรื่องเล่ากันว่า คนทำสังฆทานสม่ำเสมอ แต่ตายไปแล้วกระหายน้ำ เพราะไม่ได้ใส่น้ำลงสังฆทาน พอข่าวแพร่ออกไป หลังๆ เขาเลยเอาน้ำมัดถุงพลาสติกนิดหน่อย เพื่อที่ว่า ตายไปแล้วจะมีน้ำกินกัน

ตอนไปอยุธยา เลยตัดสินใจว่า จะลองจัดสังฆทานเอง

เริ่มจากไปห้าง เพื่อซื้อ ของ อย่างพวกเครื่องเขียน สมุดจด ปากกา ข้าวของเครื่องใช้ กระดาษทิชชู่ เลือกอย่างดีหน่อย เอาเหมือนกับที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ด้วยความที่หลายถัง เลยออกมาแพงหน่อย แต่ยังดีว่าไปกันหลายคน(ตัวหารเยอะ)



ตอนนั้นไม่ได้ทำสังฆทานยา เพราะเน้นข้าวของเครื่องใช้
คราวที่ไป โรงพยาบาลสงฆ์ ก็นำเอาผลไม้ กับ นมถั่วเหลืองไปให้เท่านั้น

คราวต่อไปวางแผนไว้ว่า จะทำสังฆทานยา
ซึ่ง ข้อดีของการซื้อชุดสังฆทานยาจากร้านขายยา คือ ได้การันตีอย่างหนึ่งว่า ยาสดใหม่ ไม่ค้าง

Tuesday, May 6, 2014

หนังน่าดู Phantom of the Opera


ช่วงนี้เบื่อๆ เลยดูหนังเยอะเป็นพิเศษ
ช่วงนี้กะลังฮิตดูหนัง ออสการ์ อย่าง the King Speech, Life of ปิ๊ Pi, หรือ แม้กระทั่งหนังเก่าๆ อย่าง Forrest Gump

หลังจาก ดู Forrest Gump ที่ดูค้างเอาไว้ ก็ ลมเพ ลมพัด เหลือบไปเห็น หน้าปก หนังอีกเรื่อง นั่นก็คือ The Phantom of the Opera
จริงๆ หน้าปก ดึงดูดตั้งแต่ ตอนหนังฉาย เป็นหนังใหญ่ เมื่อปี 2004 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสดู จนมาวันนี้สิบปีให้หลัง ถึงมีโอกาสได้ดู

เมื่อดูก็พบกับความอึ้งๆๆๆ ตั้งแต่เปิดแผ่นดีวีดีกันเลยทีเดียว
เพราะ ไตเติ้ลก่อนหน้าที่จะให้กด Play เล่น เพลง อลังการ โครตๆๆ ทำเอาตื่นเลย หลังจากเกือบหลับหลังจากดูหนังเหนื่อยไปเรื่องหนึ่งแล้ว

ดีวีดีก็เอาฉากอลังการมาให้ดูตั้งแต่แรก เล่นเอาสงสัยว่า เอามาสปอยหมดแต่เริ่มต้นดีวีดีนี่จะทำให้หนังหมดความสนุกไปหรือไม่
แต่นึกไปนึกมา หนังน่าจะมีอะไรเยอะกว่านั้นขนาด เอาอะไรมาโผล่ให้ดูตั้งแต่แรกได้เยอะขนาดนี้

พอเข้าไปดูจริงๆ ก็ไม่ผิดหวัง ดูจบเลยพาลดูเบื้องหลังการถ่ายทำ ต่อแผ่นสองไปด้วยเลย

- หาๆ ดูเพิ่งรู้ว่า เป็นละคร บรอดเวย์ โรงละครที่นิวยอร์คเล่นเรื่องเดียวกันมา 25 ปีแล้ว คนยังดูเยอะแยะ และ บัตรแพงมากกกกกกกก
- ฉากอลังมาก ถ้าดูเป็นละครเวที คงสนุก แต่เราเองก็ไม่ได้มีโอกาสไปดูละครเวทีอลังการขนาดนี้มากนัก ส่วนใหญ่ก็ดูแต่ละครของมหาวิทยาลัย ล่าสุด ฉากอลังๆ costume เจ๋งๆ ก็ The suicide shop ส่วนฉากเวอร์ๆ costume เยอะๆ ที่เคยดูก็ ละครถาปัด Jack the Ripper เมื่อปีมะโว้ ส่วนละครจากมืออาชีพที่ไปร่ำไปเรียนมาจากเมืองนอก อย่าง ลุงบอย ถกลเกียรติ์ ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสครัช
- เห็นว่า เรื่อง Phantom of the Opera  นี้เคยมีเมืองนอกมาแสดงในไทย แต่ตอนนั้นไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขามา
- ตอนแรก หนังทำคล้ายๆว่า มีผีโผล่มา นึกว่า เป็นบทประพันธ์ของ เชกสเปียร์ (อะไรที่มีผี โยนให้เชกสเปียร์หมด) เพราะ เคยได้ยินว่า เชกสเปียร์ ชอบแต่งเรื่องผี เหมือนเรื่อง แมคเบธ (macbeth) แต่เรื่อง macbeth ก็ยังไม่เคยดูอนะ
- ภาษาสวยมาก ถ้าไม่อ่าน sub ก็ดูแล้วงง
- เพลงเพราะมากแจ้ ชอบเพลงเปิด คล้ายๆ ดนตรีคลาสลิก แต่ไปๆมาๆ บรรเลงสนุกเหมือนเป็นดนตรีร่วมสมัย

Masqurade อีก หนึ่งฉากอลังที่เขาบอกว่าถ่ายยาก และเป็นสิ่งท้าทาย เพลงก็ทำได้สนุกดี มีความหมายแฝง

- พอดูจบเริ่มโหยหา ละครเวที ลักษณะคล้ายๆ กันแต่ยังนึกไม่ออกว่ามีเรื่องอะไรบ้าง


- เบื่อๆ หนังช่วยได้มาก อย่างคราวก่อน เบื่อมาก แต่เพื่อนแนะนำให้พบกับ Robinson
- ยังมีหนังโรงรอดูอยู่อย่างหนัง เรื่องใหม่ ของ เจ๊แอน อย่างเรื่อง Maleficent (เทรลเลอร์ล่าสุุด)
Sleeping Beauty นี่ดูสมัยยังเด็กมากกกก จำได้ว่าเป็นวีดีโอเทป พากษ์ไทย ด้วย แต่ Walt Disney เอามาทำเป็นเวอร์ชั่นคนดูได้น่าดูสุดๆ ขนาดตรึงคนดูไว้กันที่ได้
- X-men ก็น่าดูนะ เทรลเลอร์แรกๆ ดูเหมือนหนังคนละเรื่อง แต่ เทรลเลอร์ล่าสุดน่าดูมาก โดยเฉพาะ คำพูดของปู่ X : "Please. We need you to hope again" ช่างตรงกับชีวิตช่วงนี้มาก






Monday, April 7, 2014

อยู่เหงาๆเราไปเที่ยว -- พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว The Golden Jubilee Agriculture Museum



หลังจาก ที่ เคยพาไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์ สยาม ( Museum Siam ) และ พิพิธภัณฑ์ ที่ วัดไตรมิตร กันไปแล้ว
วันนี้เราจะมาแนะนำ ที่เที่ยว ใหม่ นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ เกษตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว

พิพิธภัณฑ์นี้ มีคน ที่บ้านอยู่แถวนั้น แนะนำ ต่อมาอีกทีหนึ่ง
จากที่เขาโชว์รูปที่ถ่ายที่นี่ เห็นว่า สวยดี เลยอยากลองไปมั่ง

ดีเหมือนกัน กำลัง หาที่เที่ยวใกล้ๆ อยู่พอดีเหมือนกัน


 จริงๆ วันจักรี เป็นวันหยุด นักขัตฤกษ์ พิพิธภัณฑ์ ปิดวันนักขัตฤกษ์
แต่คราวนี้โชคดี เขาเปิด
เพราะ มีงาน `งานมหกรรมบุญมหากุศล “พลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย”` พอดี

แถมมี ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน บูทยิงปืน บูทปาโป่ง มาตั้ง
และก็ยังมีงานขายของ คึกคัก เห็นมีการสาธิตทางการเกษตรเยอะแยะ
งานด้านนอกมีจนถึงสามทุ่มกันเลยทีเดียว

ส่วนตัวพิพิธภัณฑ์ด้านใน ปิดเวลาเดิม คือสามโมงกว่าๆ อาคารก็จะเริ่มทยอยปิดกันและ


พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ ตรงข้ามโรงพยาบาล นวนคร
ซึ่งเลย ธรรมศาสตร์ รังสิต ไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง
 ตอนที่เคยพักอยู่แถวนั้น ก็ไม่รู้ว่ามี ไม่งั้นก็ได้แวะตั้งแต่คราวโน้น



ซึ่งเคยถามเพื่อนว่า เข้าชมฟรี หรือไม่
เพื่อนบอกว่าฟรี
ตอนหลังเลยรู้มาว่า เพื่อนไม่ได้เข้าไป ในห้องจัดแสดงนิทรรศการ เดินถ่ายรูปรอบๆ ก็เลยฟรี ซึ่งรอบๆ เขาก็มีต้นไม้ มีลำธาร มีทดลองปลูกข้าว เขียวขจี สวยงามอยู่เหมือนกัน

แต่ถ้าเข้าห้องนิทรรศการ ก็มีเก็บค่าเข้าชม
 ซึ่งนิทรรศการเขามี 3 อาคาร

คือ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5
อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 4
อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3



 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 เป็น พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรมพืช จัดแสดงพันธุ์พืชที่เก็บมาจากหลายๆแห่ง ทั่วไทย รวมทั้งมีการให้ความรู้ ถึงการตระหนักถึงการรักษา พันธุ์พืชที่ใกล้ สูญพันธุ์
รวมถึง การอยู่อย่างพอเพียง ทานผักพื้นบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญหลังบ้าน ซึ่งภาคต่างๆ ก็จะมีผักในป่าหลังบ้านไม่เหมือนกัน


 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 4 เป็น พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร
 มีการจัดแสดง ป่าชนิดต่างๆ ทั้ง ป่ากลางวัน และ ป่ากลางคืน
มีการไปส่องสัตว์ ซึ่งสัตว์ก็ทำมาได้เหมือน เหมือนกับเป็นสัตว์จริงๆ


เราเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์การส่องสัตว์ยามค่ำคืนใน วนอุทยาน ต่างๆ
แต่ในพิพิธภัณฑ์ก็ทำมาได้ค่อนข้างตื่นตาตื่นใจดี

เจ้าหน้าที่เขาจะส่องไฟฉาย ไปยังสัตว์จำลอง ต่างๆ ขณะที่แนะนำให้ความรู้ไปด้วย น่าสนใจมากๆ 


ส่วน อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 เป็น พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา

มีการฉายภาพยนตร์ สามมิติ  ต้องใส่แว่น ถึงจะเห็น
ซึ่งเราเอง มีประสบการณ์การชมภาพยนตร์สามมิติ สองสามครั้ง

ครั้งแรก เป็น แว่นแบบ แดงข้าง ฟ้าข้าง ในโรงหนัง หนังเรื่อง Spy Kid 2 นานมาแล้วเหมือนกัน
รู้สึกว่า มันก็เหมือนจะยื่นออกมานะ
แต่สีของหนัง มันช้ำเลือดช้ำหนอง เป็นสีเทาๆ อาจจะเพราะ เป็นแว่น แดงข้าง ฟ้าข้าง พอผสมกันเลยออกมาอย่างนั้น ก็ได้

ครั้งที่สอง เป็น บ้านผีสิง ที่ Busch Garden, Virginia อันนั้นจะต้องใส่แว่นเหมือนกัน
นั่งรถเหมืองเข้าไป เขาผสมเทคนิคหลากหลาย มีฉีดน้ำใส่ด้วย เปียกๆ
อันนั้นก็รู้สึกถึงความสมจริง มีตอนหนึ่งที่เหมือนมีผีมาพูดตรงใกล้ๆ รถเหมืองนี่ ไม่รู้ว่า ใช้เทคโนโลยีอะไร แต่เหมือนมาก ( ผีฝรั่งอารมณ์เหมือน ผีบรรพบุรุษ ในมู่หลาน หรือ วิญญาณ ใน แฮรี่ พอตเตอร์ ไม่ใช่ ผีแบบไทยน้ะจ้ะ ถ้าเขาทำเป็นผีแบบไทยออกมาแบบนั้น คงมีคนหัวใจวายหลายคน)

ครั้งที่สาม ก็คือครั้งนี้นี่แหละจ้ะ
ใส่แว่นแบบใส ภาพยนตร์ที่ฉาย เป็นภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งก็ดูมีมิติจริงๆ และ สีสัน ก็ยังเป็นสีสันสวยงามอยู่ มีฉากบางฉากที่เหมือนวัตถุจะลอยออกมาก็ทำได้เหมือน ทำได้เหมือนขนาดที่ว่า เด็กๆ ที่มากันเยอะแยะ ในวันจักรี นี้ ต่างพากันร้อง เพราะกลัววัตถุจะหลุดออกจากจอมาโดนหน้า


ภาพยนตร์ก็ทำได้ น่าสนใจทีเดียว สนุกดีมีข้อคิด
จริงๆวันที่ไปนี้ ก็มีนักเรียน มาจาก ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นั่งรถทัวร์ใหญ่ๆ มากันเป็นหมู่คณะมาดู และยังมีก๊วนครอบครัว ที่มีเด็กเล็กๆ จนถึงคุณย่า ที่นั่งรถเข็น มาชมด้วย
เด็กๆ เดินไปก็มีกระดาษ จดพวกชื่อพันธุ์พืชไป เป็นการปลูกฝังให้เด็กรักธรรมชาติ ได้ดีเหมือนกัน



พอดีไปวันนี้ พิเศษ เพราะมีงาน เห็นเขามี วงจากจุฬา มาเล่นด้วย แต่สงสัยจะไปไม่ทันดู เพราะว่า กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว


แต่ได้รับชม การแสดง โดย สถาบัน บางกอก แดนซ์ ซึ่ง เขาแจกโปรชัวร์มา มีสาขาเยอะแยะอยู่เหมือนกันนะ


เห็นพิธีกร แนะนำว่า เขาไปกวาดรางวัล มาจากเมืองนอกเยอะเหมือนกัน
ดูแล้วก็เพลินดี มีบางชุดนักแสดงแต่งกายเป็นคล้ายๆ ชุดไทย แต่ก็ไม่เชิงชุดไทย เพราะกระโปรงบานแบบนักบัลเล่ต์ตะวันตก
การแสดงก็เขย่งๆ แบบบัลเล่ต์ แต่ดนตรีเป็นแนวไทยๆ มือไม้ก็ร่ายรำแบบไทยๆ
ผสมผสานได้น่าสนใจ สมแล้วที่ไปแข่งแล้วได้รางวัลมา

 
 
ตอนระหว่างการแสดง มีเด็กเล็กคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า นักแสดงใส่กางเกง เหมือน ใบเตยอาร์สยาม เลย คอยดูนะเดี๋ยวมีอะไรโผล่มา
 เราก็ไม่รู้หรอกว่า ใบเตย อาร์สยาม เคยโผล่ อะไรออกมาเหมือนกัน
แต่การเสนอข่าว หรือ การโปรโมต เพื่อผลกำไร ออกทางสื่อที่คนรับรู้ได้เยอะๆ ก็ส่งผลกระทบกับอนาคตของชาติ เหมือนกันนะเนี่ย


  อาคาร 5 ก็มีจัดแสดง เป็นส่วนๆ มีหลายส่วน เหมือนกัน
- หลักการทรงงาน
- ดอกบัวแห่งปัญญา
- เรื่องของพ่อในบ้านเรา
- หัวใจใฝ่เกษตร
- ตามรอยพ่อ
- วิถีเกษตรของพ่อ
- นวัตกรรมของพ่อ
- น้ำคือชีวิต



เดินเล่นแวะแต่ละบู้ทเพลิน จนเขาประกาศว่า อีก ห้านาที จะปิดตึกซะแล้ว



มีการจัดแสดง

รถยนต์พระที่นั่ง ของ สมเด็จย่า ด้วยนะครับ
 

 มีนิดหนึ่ง ตอนไปรอที่หน้าอาคาร 3 กับอาคาร 4
คือ เมื่อถึงรอบ จะมี ไกด์ มารับ ตอนแรกเราก็งงๆ เดินวนไปวนมาหลายที หาทางเข้าไม่เจอ (ฮ่า)
ส่วนบัตรซื้อได้หน้า อาคาร 5 นะครับ


 ส่วนราคาค่าเข้าชม นั้น
ณ วันที่ไปนี้
เขาคิดสามราคา

สำหรับคนไทย ผู้ใหญ่
ถ้าเข้าชม
อาคาร 5 อย่างเดียว = 50 บาท
อาคาร 5 + ( อาคาร 4 หรือ อาคาร 3 ) = 70 บาท
อาคาร 5 + ( อาคาร 4 และ อาคาร 3 ) = 80 บาท 

ส่วนเด็กกับชาวต่างชาติ ก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง สามารถไปเช็คได้จากเวปทางการของเขาน้ะแจ๊ะ


เราเอง ก็คิดว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว เลย เข้าชมทั้งสามอาคาร
ซึ่งแต่ละอาคารเขาก็จะมีเป็นรอบๆ ห่างกัน รอบละ 1 ชั่วโมง แต่ละรอบเข้าชมจริงๆ ประมาณ ครึ่งชั่วโมง

ที่เราไป อาคาร 3 กับ อาคาร 4 จะมีไกด์พาชม แต่อาคาร 5 สามารถเดินเล่นเองได้


พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ ที่ ตรงข้าม โรงพยาบาล นวนคร ปทุมธานี นั่นเอง
อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก กทม. สามารถเดินทางได้สะดวก

ซึ่งการเดินทาง สามารถดูได้จาก เวปทางการ เขียนไว้ละเอียดมากๆ แนะนำไว้หลายทาง

 แนะนำนิดหน่อย สำหรับ คนเคยไปรถตู้
ควรไปตามในเวปแนะนำ คือ นั่งสายที่ไปลง นวนคร

เพราะที่เคยไปคราวก่อน ดันไปนั่งสาย กรุงเทพฯ-อยุธยา
เขาเลยคิดแพง แถมปล่อยเราลงเลนกลาง ไม่ยอมชิดเข้าเลนใน จอดตรงโรงพยาบาลให้ (ขนาดตะโกนบอกก่อนตั้งนาน ยังปล่อยลงกลางถนน อันตรายมาก)
ทำให้เราเอง ต้องปีน ปูนกั้น ข้ามเลนกลับมา ตรงนั้น รถก็วิ่งเร็ว อันตรายมากๆ

ถ้าไปจริงๆ แนะนำให้ไป รถตู้ที่จอดที่นวนครเลย จะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงตายแบบนี้


พิพิธภัณฑ์ เปิด วันอังคาร ถึง วันอาทิตย์
ตั้งแต่ 09.30 - 15.30 น.
หยุดวันจันทร์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์
ยกเว้น บางวันหยุด นักขัตฤกษ์ มีงาน อย่างเช่น 5-6-7 เมษายน 2014 มีงาน เลยเปิด
 
 พอกลับมา เห็นบางเวป มีพาออกไปชมแปลงเกษตรทดลองด้วยอ้ะ
น่าจะขึ้นจาก อาคาร 1 นะ
อยากลองไปมั่ง สงสัยคราวนี้ผมจะพลาดไป ส่วนหนึ่งก็เพราะ ผมไปสายด้วยแหละ กว่าจะโผล่ไปก็บ่ายกว่าจะบ่ายสองแล้ว
ที่นี่เหมาะจะอยู่ได้ทั้งวันจริงๆ ครับ มีอะไรให้ดูตลอด

ถึงว่าสิ หารูปสวนสวยๆ ที่เพื่อนถ่ายมาไม่เจอ -*-
โอกาสหน้าผมจะลองไปใหม่ละกันครับ





จบปิ๊ง*

Sunday, March 16, 2014

อยู่เหงาๆ เราไปเที่ยว - สนามบิน สุวรรณภูมิ ( Suvanabhumi Airport )

Suvanabhumi Airport 

ก่อนเราจะออกไปประเทศไหน หรือ เราบินเข้าจากประเทศไหน  สิ่งที่เราต้องผ่านแน่ๆ ก็คือ สนามบิน

ซึ่งสำหรับเมืองไทยก็คือ สนามบินสุวรรณภูมิ ( Suvanabhumi Airport ) นั่นเอง น้ะจ้ะ



#เรา เอง ได้มีโอกาส ไปดู สนามบิน ต้องแต่ยังสร้างอยู่ ลงไปเดิน ตรง ทางเดินบันไดเลื่อน ตั้งแต่ยังไม่มีบันไดเลื่อน และ ผนัง ยังเป็นปูนเปลือยเลยน้ะจ้ะ

พอสร้างเสร็จก็งดงาม อลังการมาก

รู้ ไหมจ้ะ ก่อนสร้าง เขาได้มีการศึกษาการออกแบบของสนามบินอื่นๆ จากหลายๆประเทศ ทั่วโลก รวมทั้ง ศึกษาด้านโครงสร้างต่างๆ รวมทั้งด้านความปลอดภัย ของสนามบินด้วย

Suvanabhumi Airport


จริงๆ สนามบิน ตรง คอนคอร์ด สวยมาก เรียงราย เป็นรูปตัว H

ซึ่งคนไม่ได้บิน ก็ไม่มีโอกาส ได้เข้าไปแน่นอนจ้ะ

แต่ คนที่จะบิน บางที ก็เร่งรีบ วิ่งไปแทบไม่ทัน เครื่องออก หรือ ไม่ก็ ไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในเลาจ์ หรือ ไม่ก็ ตกหลุมอากาศ Duty free จึงไม่ค่อยได้ชมความงดงาม ของสนามบินแห่งนี้กันเลย

Suvanabhumi Airport

อันที่จริง สนามบิน อินชอน ที่เกาหลี ก็สวยงามน้ะจ้ะ มีการจัดนิทรรศการสวน ในสนามบินด้วย ไว้จะเอามาให้ยล ในโอกาสต่อๆ ไปน้ะจ้ะ

วันนี้เราเอง เอารูปสนามบินสุวรรณภูมิมาให้ชมกันจ้ะ

Suvanabhumi Airport

Saturday, March 15, 2014

อยู่เหงาๆ เราไปเที่ยว - checklist ของของจำเป็น ที่จะต้องนำไป เวลาค้างแรม

พักนี้ออกเดินทางค้างคืนบ่อย 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง

เวลาเตรียมของก็มีไม่มากนัก บางครั้ง ก็เตรียม เอาคืนนั้นเลย

เลยจดๆ เป็น checklist ไว้ดีกว่า เผื่อ ลืมโน่น ลืมนี่

- เสื้อผ้า

- ถุงเท้า

- ชุดนอน

- กางเกงใน

- ผ้าขนหนู

- สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน

- ยาที่จำเป็น ยาแก้ไข้ ยาแก้หวัด ยาแก้ท้องเสีย

- ตัวแปลงไฟ หรือ adapter เปลี่ยนหัว กรณีไปต่างประเทศ


ของที่อาจต้องยัดทีหลัง

- รองเท้าแตะ

- ตลับเลนส์ ขวดน้ำยาเลนส์

- นามบัตร

- กล้อง

- สายชาร์จแบตกล้อง

- card reader ไว้ลิงก์กล้องเข้าคอมพ์

- แว่น

- สายชาร์จ มือถือ

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...